ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13
ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ ๑๓ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองร่างถ้อยแถลงฯ โดยไม่มีการลงนาม ร่างถ้อยแถลงร่วมฯ มีสาระสำคัญเป็นการขับเคลื่อน “การท่องเที่ยวดิจิทัลและยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ เสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและสนับสนุนความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อความเจริญร่วมกัน เช่น (๑) เน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการผลกระทบจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีต่อแรงานในภาคการท่องเที่ยว โดยส่งเสริมให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเอื้อต่อการจ้างงานที่มีคุณค่าและมีความมั่นคง (๒) เสริมสร้างศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยชุมชนและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และ (๓) สนับสนุนให้เขตเศรษฐกิจเอเปคดำเนินการ เช่น ๑) ร่วมมือกันในการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ๒) ดำเนินการตามแผนงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเปคในภาคการท่องเที่ยว และ ๓) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการยกระดับความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยร่างถ้อยแถลงร่วมฯ เป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไทยทั้งในด้านการเสริมสร้างภาพลักษณ์ ความร่วมมือระหว่างประเทศและการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ
ทั้งนี้ ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ (หนังสือกระทรวงการต่างประเทศ ด่วนที่สุด ที่ กต ๐๗๐๓/๕๖๘ ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๙) และกระทรวงแรงงานไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ดังนี้
กระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่าไม่มีข้อขัดข้องต่อสารัตถะและถ้อยคำโดยรวมของร่างถ้อยแถลงร่วมฯ โดยไม่มีรูปแบบ ถ้อยคำ หรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น หากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะส่วนราชการเจ้าของเรื่องพิจารณาแล้ว เห็นว่าร่างถ้อยแถลงฯ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย ก็ควรต้องเสนอเรื่องดังกล่าว ต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๔ (๗) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้ต่อไป
กระทรวงแรงงาน เห็นว่าถ้อยแถลงร่วมฯ มีความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาด้านแรงงานของประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาภาคท่องเที่ยวสูง โดยได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีต่อแรงงานในภาคการท่องเที่ยว และการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงบริบทและความพร้อมของแต่ละประเทศ อันเป็นประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกับภารกิจกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะเรื่องงานที่มีคุณค่า (decent work) และความมั่นคงในการทำงาน (employment stability) ในบริบทการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และ AI อีกทั้งยังสอดคล้องกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แผนงานรัฐมนตรีอาเซียน (ALM Work Programme) และประเด็น skills certification ภายใต้หัวข้อหลักการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ ๒๙ จึงควรใช้โอกาสนี้ผลักดันความร่วมมือแบบเฉพาะเจาะจงด้านการพัฒนาทักษะและการคุ้มครองแรงงานในภาคท่องเที่ยวให้ชัดเจนขึ้นในเวทีความร่วมมือต่อ ๆ ไป
และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างถ้อยแถลงฯ ที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งให้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็น และประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการแก้ไขเพิ่มเพิ่มเติมดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙ (เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องความตกลงกับต่างประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศต่อคณะรัฐมนตรี) ด้วย