ประวัติกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๑ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม ขึ้นใหม่ ได้โอนกรมศิลปากรอยู่กระทรวงศึกษาธิการ และให้กระทรวงวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ไปเป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ และให้โอนบรรดาข้าราชการและลูกจ้างสังกัดสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรมและกรมวัฒนธรรม ซึ่งมิได้ถูกสั่งให้ออกเพราะยุบตำแหน่งไปเป็นข้าราชการและ ลูกจ้างสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนบรรดาข้าราชการและลูกจ้างสังกัดสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งมิได้ถูกสั่งให้ออกเพราะยุบตำแหน่ง ให้โอนไปเป็นข้าราชการและลูกจ้างสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการเช่นเดียวกัน เมื่อโอนไปอยู่สำนักงานปลัดกระทรวงนั้น มีฐานะเป็นกองหนึ่งเรียกว่า กองวัฒนธรรม แบ่งออกเป็น ๖ แผนก คือ
- แผนกธุรการ
- แผนกวัฒนธรรมวิทยา
- แผนกวัฒนธรรมทางจิตใจ
- แผนกวัฒนธรรมทางระเบียบประเพณี
- แผนกวัฒนธรรมทางวรรณกรรม
- แผนกวัฒนธรรมทางวัตถุธรรมและศิลปกรรม
ครั้น ถึงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๕ ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๑๗ ให้กองวัฒนธรรม โอนไปสังกัดกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๒๐/๒๕๑๘ แต่งตั้งคณะกรรมการวัฒนธรรมไทยขึ้นคณะหนึ่ง ให้มีอำนาจหน้าที่ พิจารณาจัดตั้งสถาบันวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อดำเนินการศึกษา ค้นคว้า ปรับปรุง รักษา ส่งเสริมเผยแพร่ และปลูกฝังวัฒนธรรมของชาติให้แก่ประชาชนและเยาวชน แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการอย่างไรก็เปลี่ยนรัฐบาล
ครั้น ถึงสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการวัฒนธรรมไทยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน แต่ก็มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนรัฐบาล การดำเนินงานต้องหยุดชะงัก จนถึงสมัยรัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ "พระราชบัญญัติสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๒๒" จึงได้ประกาศออกใช้เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๒ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ประกอบด้วย รัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นรองประธานกรรมการ ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมการศาสนา อธิบดีกรมศิลปากร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินแปดคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ ให้เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
- เสนอแนะและให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายวัฒนธรรมและการปรับปรุงแก้ไขกฏหมาย ว่าด้วยวัฒนธรรมแห่งชาติต่อคณะรัฐมนตรี
- วางแผนและประสานงานด้านวัฒนธรรมระหว่างส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชน
- ส่งเสริมและอุดหนุนการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมของหน่วยงานต่าง ๆ
- ค้นคว้า วิจัย กำหนดและบำรุงรักษาวัฒนธรรมแห่งชาติ
- กำกับ ควบคุม ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานด้านวัฒนธรรม
- ติดต่อและเผยแพร่งานด้านวัฒนธรรมกับต่างประเทศ
- พิจารณาเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวกับงานด้านวัฒนธรรม ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรี
เพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายดำเนินไปด้วยดี สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้แบ่งส่วนราชการในสำนักงานออกเป็น ๔ กอง คือ สำนักงานเลขานุการกรม กองวิจัยและวางแผน กองส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรม และกองวัฒนธรรมสัมพันธ์
เมื่อได้ตั้งสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นแล้ว จำเป็นต้องมีสถานที่ทำการได้ไปอาศัยอาคารสโมสรลูกเสือของกรมพลศึกษา ในบริเวณสนามกีฬาแห่งชาติเป็นที่ทำการชั่วคราว ต่อมาได้รับงบประมาณสร้างสำนักงานขึ้นใหม่ ณ บริเวณศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก ห้วยขวาง จึงได้ย้ายสำนักงานจากสนามกีฬาแห่งชาติมาอยู่ในที่แห่งใหม่นี้ และได้ประกอบพิธีเปิดป้ายสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๔ ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สังกัดภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ตาม พ.ร.บ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓
ในการนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ใช้ชื่อย่อว่า สวธ. และใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า " Department of Cultural Promotion : DCP "