|
ในหนังสือ "แคมโบช" เขียนโดย มองสิเออร์เอเตียน เอโมนิเอร์นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศษ เมื่อ พ.ศ. 2444 กล่าวถึงตำบลเขาสระบาป (คลองนารายณ์) ว่าบาทหลวงฉมิธ ได้ขุดพบศิลาจารึกภาษาสันสกฤษ ข้อความว่าเมืองจันทบูรได้ตั้งมาช้านานประมาณ 1,000 ปี ในเวลานั้นเรียกว่า ควนคราบุรี (ชื่อนี้คงเป็นเพราะเขียนผิดหรือพิมพ์ผิดด้วยสำเนียงภาษาฝรั่งเศษ) ผู้สร้างเมืองชื่อ "หาง" หรือ" แหง" คนพื้นเมืองเป็นชอง เมื่อประมาณ 900 ปีมาแล้ว ไทยยกทัพไปตีเจ้าเมืองแหง ได้มอบเมืองให้แก่คนไทยชื่อ วาปสเตญ และ อาศารยา
ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองจังหวัดจันทบุรีเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณเชิงเขาสระบาป อาณาจักรสมัยของเรืองอำนาจ เป็นที่ตั้งของถ้ำพระนารายณ์ แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในสองแห่ง ของจังหวัดจันทบุรี ที่ใช้พลีกรรมนำไปประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในพระบรมมหาราชวังรวมเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 18 จังหวัดทั่วประเทศ สาเหตุที่เรียกชื่อเป็นตำบลคลองนารายณ์ ก็เพราะน้ำที่ไหลลงมาตามลำธารสู่พื้นล่างของคลอง ไหลผ่านอาณาจักรเมืองเพนียต หรือเมืองนางกาไว หน้าวัดทองทั่ว ซึ่งเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาชั่วนาตาปี และมีผู้พบเทวรูปองค์พระนารายณ์สำริด บนน้ำตกคลองนารายณ์อีกด้วย ปัจจุบัน ถ้ำพระนารายณ์ไม่สามรถรอดเข้าไปได้เนื่องจากหินลงมาปิดเส้นทาง พบเพียงน้ำที่ลอดออกมาเท่านั้น ตามตำนานที่เล่าสืบทอดกันมาว่านานมาแล้วมีพระภิกษุองค์หนึ่งเข้าไปในถ้ำแห่งนี้โดยใช้ชือกพันเอวเอาไว้ให้ ลูกศิษย์รออยู่นอกถ้ำ ถือปลายเชือกข้างหนึ่งไว้ แต่พอเข้าไปสักพัก ลูกศิษย์ปล่อยปลายเชือกหลุดมือ พระภิกษุองค์นั้นก็หายเข้าไปในถ้ำ และไม่ออกมาอีกเลย
สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับชื่อตำบลคลองนารายณ์ คือ น้ำตกคลองนารายณ์ "น้ำตกงาม 3 บรรยากาศแหล่งประวัติศาสตร์ 1,000 ปี จุลสีห์จุมภตเจดีย์มีตำนาน ธรรมชาติสวยสดงดงาม" น้ำตกคลองนารายณ์ นอกจากจะเป็นที่ตั้งของถ้ำพระนารายณ์ แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีความสำคัญโดดเด่นเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมือ่ครั้งยังมิได้เสวยสิริราชสมบัติื พระองค์ท่านผนวชเป็นพระภิกษุ ออธุดงค์รอนแรม ณ น้ำตกคลองนารายณืเป็นเวลานานมาก หลังขึ้นคลองราชย์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างจุมภตเจดีย์ กลางลำธารนารายณ์ ไว้เป็นอนุสรณ์สถาน ต่อมา พ.ศ. 2419 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสจันทบุรี ทรงพระราชนิพนธ์ตามรอยทูลกระหม่อม บรรยายลักษณะของจุลสีห์จุมภตเจดีย์ และทรงลงสรงน้ำที่อ่างหงษ์ และเมื่อปี พ.ศ.2517 น้ำป่าได้พัดพาองค์พระเจดีย์หักพังหมดสิ้นแล้ว
ตำบลคลองนารายณ์จึงเป็นตำบลที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายยุคหลายสมัยพื้นที่ครอบคลุมตั้งแต่ น้ำตกคลองนารายณ์ โบราณสถานเมืองเพนียต วัดทองทั่ว วัดสระบาป และเขาถ้ำ ชุมชนดั้งเดิมของชาวชองชนพื้นเมืองเดิม มอญเขมร เป็นแหล่งรวมของศิลปวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ ที่สืบทอดเจตนารมย์ของบรรพบุรุษจวบจนปัจจุบัน
ตำนานที่เกี่ยวกับเมืองจันทบุรี
ตำนานที่เกี่ยวกับเมืองจันทบุรีมีอยู่ 2 เรื่อง คือ ตำนานเรื่องเมืองกาไว เป็นเรื่องเล่าแฝงเค้าการอ้างอิงหลักฐานทางสถานที่ ซึ่งเป็นโบราณสถานเก่าแก่กับโบราณวัตถุที่ค้นพบ ตลอดจนชื่อสถานที่ตำบลต่างๆ ที่มีอยู่จริง คือ ตำนานเรื่องเมืองกาไว เป็นเรื่องที่เล่ากันในท้องถิ่นของจันทบุรีเอง ส่วนตำนานอีกเรื่องหนึ่งคือ นางรุมสายสกหรือนางผมหอม เป็นเรื่องอิงประวัติศาสตร์เล่าสืบต่อกันมาแถบอีสานใต้จนถึงเขมรต่ำราย ละเอียดของตำนานทั้ง 2 เรื่อง
ตำนานเรื่องเมืองกาไว
ต่อมาเมื่อพระเจ้าพรหมทัต สิ้นพระชนม์ พระนางกาไวก็สถาปนาราชโอรสของตนขึ้นเป็นกษัตริย์ครองนครต่อ ทั้งๆที่ยังทรงพระเยาว์ โดยมีนางกาไวเป็นผู้สำเร็จราชการ คนจึงเรียกกันติดปากว่า "เมืองกาไว"
ข่าวนี้แพร่ไปถึงพระไวยทัตและพระเกตุทัต พระองค์จึงยอทัพมาชิงเอาเมืองคืน แต่สู้ไม่ได้ จึงถอยทัพไปขอความช่วยเหลือจากขอมที่เมืองนครธมมาช่วยกันแก้แค้นโดยสัญญาว่า เมื่อได้เมืองคืนแล้ว จะแบ่งเมืองให้กึ่งหนึ่ง
กองทัพของสองกษัตริย์และของขอม ยกทัพผ่านบ้านกำเรียง (พุมเรียง) บึงชนัง บ้านแปลง บ้านใหม่ ข้ามคลองโป่งน้ำร้อนมาทางกิ่งพญากำพุช บ้านคลองตาคง คลองขวาง ทับไทร ทับนคร (ในเขตอำเภอมะขาม) ผ่านมาทางท่าหลวง แสนตอ บ้านน้ำรัก สรงสนาน เกาะส่วงย แล้วมาตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ยกเป็นพลับพลาสำหรับพักพล จึงเรียกตำบลนี้ว่า "ตำบลพลับพลา" มาจนถึงปัจจุบัน
ก่อนโจมตีเมืองกาไว พระไวยทัตและพระเกตุทัตได้ส่งคนไปเจรจาทำความตกลงกับพระนางกาไว แต่การเจรจาไม่ได้ผล จึงนำกำลังบุกเข้าโจมตีเมืองกาไวทันที เมื่อต่อสู้สักระยะหนึ่ง พระนางกาไวคาดคะเนว่าจะสู้ไม่ได้แน่ จึงขนพระราชทรัพย์ขึ้นหลังช้างที่เพนียต (ขณะนี้เป็นวัดเพนียตร้าง) เปิดประตูเมืองด้านใต้หนีออกไป พอกองทัพของพระไวยทัตและพระเกตุทัตเข้าเมืองได้ก็ส่งทหารออกติดตามพระนางกาไวไปอย่างกระชั้นชิด เมื่อพระนางกาไวเห็นว่าจวนตัวแล้ว ก็นำทองและเพชรพลอยออกหว่านเพื่อล่อให้ทหารที่ติดตามมามัวพะวงเก็บทองเหล่า นั้น เป็นการชะลอไม่ให้ติดตามทัน แล้วพระนางก็รีบลงเรือแล่นหนีไป สถานที่นั้นจึงมีชื่อเรียกกันว่า "ทองทั่ว" ปัจจุบันยังมีวัดชื่อ"วัดทองทั่ว" ตั้งอยู่
ตำนานเรื่องนางผมหอม (นางรุมสายสก)
ในสมัยก่อนนี้พื้นที่เขมรต่ำยังเป็นทะเลอยู่ มีแผ่นดินเฉพาะเมืองโคราชแถบภูเขาดงเล็ก และจันทบุรีเท่านั้น ราชบุตรแห่งภูเขาดงเล็กองค์หนึ่ง เกิดไปรักใคร่กับนางจำปา นางผู้นี้ได้เลี้ยงลูกจรเข้ไว้ตัวหนึ่ง ชื่อว่าไอ้ทน เมื่อไอ้ทนโตขึ้นก็เอาไปเลี้ยงไว้ยังแม่น ราชบุตรผู้นี้ชื่อราชกุล ได้ลักลอบได้เสียกับนางจำปาอย่างลับๆยังมีราชบุตร แห่งกรุงกษัตริย์ที่เมืองจันทบุรีองค์หนึ่ง มีผมหอมยิ่งนัก ชาวเมืองจึงเรียกกันว่านางผมหอม กิตติศัพท์ความงามของนางผมหอมเป็นที่เลื่องลือไปยังภูเขาดงเร็ก พระราชบิดาเจ้าราชกุลจึงส่งตัวมาสู่ขอนางผมหอมให้เป็นอัครมเหสีของเจ้าราชกุล เจ้าราชกุลจึงแต่งสำเภอใหญ่มีบริวารเป็นร้อยลำแล่นไปทำการอภิเษกที่จันทบุรี
เมื่อนางจำปาทราบข่าวเข้าก็โกรธแค้นถึงกับเรียกจรเข้ "ไอ้ทน" ของนางมาแล้วใช้ให้ไปหนุนเรือเจ้าราชกุลไว้เพื่อขัดขวางไม่ให้ไปถึงจันทบุรี ส่วนตัวนางจำปาเองก็นั่งเรือสำเภาแล่นติดตามมาดูด้วย เมื่อเจ้าราชกุลถูกไอ้ทนขัดขวางให้ทำให้เรือแล่นต่อไปไม่ได้ แต่บริวารยังคงแล่นต่อไปจนถึงจันทบุรี กษัตริย์จันทบุรีทราบข่าว ก็พานางผมหอมลงเรือสำเภามาช่วย เมื่อมาถึงเรือของเจ้าราชกุล นางจึงทำพิธีบวงสรวงตั้งจิตอธิฐานว่า "ถ้านางและเจ้าราชกุลเป็นเนื้อคู่กันจริง เมื่อนางรูดผมทิ้งลงแม่น้ำทะเล ก็ขอให้น้ำทะเลนี้แห้งกลายเป็นผืนดิน" แล้วนางก็สยายเกศารูดผมทิ้งลงไปในทะเล น้ำทะเลก็แห้งงวดลงกลายเป็นพื้นดินไปในทันที นับแต่นั้นมานางก็ได้ชื่อว่า "นางรุมสายสก" หรือ "นางผมหอม" และได้อภิเษกกับเจ้าราชกุลตามความปราถนา
(เก็บความจาก บันทึกเกี่ยวกับโบราณคดีเมืองจันทบุรีบางเรื่องรวบรวมโดย เอนก บุญภักดี กับประยูร เอี่ยมศิริ ในนามสมาคมชาวจันทบุรี และจากหนังสือสารคดีเพื่อความเข้าใจในแผ่นดินจันทบุรี)
|