Last Key = 124mqh4cnn9eo84dilj5937v6kRow Count = 0Found Today = 0 oic

ตรุษจีนปากน้ำโพ

ตำนานงานตรุษจีนปากน้ำโพ

          นครสวรรค์ เมืองต้นแม่น้ำเจ้าพระยา มีชื่ออีกชื่อที่คนทั่วไปรู้จักคือ "ปากน้ำโพ" เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นครสวรรค์นับว่าเป็นประตูสู่ภาคเหนือ ส่วนปากน้ำโพจัดเป็นศูนย์ลางทางการค้า เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด

          ชาวจีนหลายเชื้อสายที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินจะอาศัยอยู่ตามริมแม้น้ำน่าน เรียกว่า "แควใหญ่" และบริเวณ "ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา" คือตลาดปากน้ำโพ ซึ่งอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตก

          บรรพบุรุษของชาวจีนนับถือเทพเจ้า เมื่อมาตั้งรกรากที่ใด ได้อัญเชิญเอาเทพเจ้าที่ตนนับถือติดตัวมาด้วย ชาวจีนในตลาดปากน้ำโพก็เช่นกัน พากันนับถือ เจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าพ่อกวนอู-เจ้าแม่ทับทิม-เจ้าแม่สวรรค์ เมื่อมาอยู่ได้จัดตั้งศาลเพียงตาสำหรับเป็นที่ประทับของเจ้าพ่อ-เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้บูชา โดยตั้งขึ้น ๒ ศาล คือ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันออกของตลาดปากน้ำโพ และศาลเจ้าแม่หน้าผา ริมฝั่งแม่น้ำปิงที่บ้านหน้าผา ขึ้นไปทางเหนือของตลาดปากน้ำโพ

          เมื่ออดีตประมาณ ๑๐๐ ปีมาแล้ว ตลาดปากน้ำโพได้เกิดโรคอหิวาตกโรค ระบาดครั้งใหญ่ ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก บรรดาชาวจีนในปากน้ำโพ ได้นำเอา "กระดาษฮู้" (กระดาษยันต์) จากศาลเจ้าไปเผาไฟแล้วเอาเถ้ากระดาษมาชงน้ำดื่มทำให้หายจากโรคระบาด เป็นที่เลื่องลือกันไปทั่ว

          ตั้งแต่นั้นมาชาวจีนในปากน้ำโพจึงได้อัญเชิญองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ทุกองค์แห่รอบตลาดปากน้ำโพ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปีจนกลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมากกว่า ๘๐ ปี เพื่อเป็นศิริมงคล และความเจริญก้าวหน้าด้านการค้า การเคารพกราบไหว้เปรียบเสมือนเทพเจ้าได้มาอวยชัยให้พรยังร้านค้าอันเป็นแหล่งทำกิน ในพิธีจะมีขบวนแห่มากมาย อาทิ เช่น สิงโต จากคณะเชื้อสายจีนต่าง ๆ เอ็งกอ ล่อโก้ว มังกรทอง ขบวนสาวงาม นางฟ้า ขบวนเจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น

 

          ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม(แควใหญ่) ตั้งอยู่บนถนนสาย นครสวรรค์-ชุมแสง หันหน้าลงสู่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่มีแม่น้ำสองสี สี่สายมารวมกันเรียกว่าปากน้ำโผล่ หรือปากน้ำโพ ศาลเดิมเป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง จากจารึกในระฆังโบราณคู่ศาล ระบุปีที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายใน ค.ศ. ๑๘๗๐(พ.ศ. ๒๔๑๓) แสดงให้ทราบว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีอายุนานกว่า ๑๓๐ ปี จึงมีการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง จากป้ายไม้กลางศาลเขียนว่า บุ๊นเถ่ากงเบียว ระบุปีที่สร้างศาลใหม่เป็นภาษาจีน หรือ ค.ศ. ๑๙๐๙(พ.ศ.๒๔๑๒) ปัจจุบันลักษณะศาลเจ้าเป็นครั้งตึกครึ่งไม้ แบ่งเป็น ๓ ส่วน หน้าสุดคือส่วนที่สร้างใหม่ประดิษฐานแท่นบูชาเทพยดาฟ้าดิน ตอนกลางเป็นอาคารไม้ดั่งเดิม ตอนในสุดเป็นส่วนที่สร้างใหม่มีแท่นที่ประดิษฐานองค์เทพเจ้าบุ๊นเถ่ากง เป็นองค์ประธานอยู่กลางเทพเจ้ากวนอู อยู่ด้านขวา เจ้าแม่ทับทิม- เจ้าแม่สวรรค์ อยู่ด้านซ้าย หลังคาศาลประดับด้วยมังกรคู่ชูลูกแก้ว ปลายสันหลังทอดยาวลงมาเป็นหัวหงายที่สวยงามตระการตา เด่นตระหง่านคู่เมืองนครสวรรค์

 

          มังกรทอง ของชาวจีนเป็นตัวแทนขององค์จักรพรรดิ เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรืองและความมีอำนาจ ดังนั้นจึงถือเป็นสัตว์ที่เป็นมงคล ถ้าได้พบเห็น หรือเยี่ยมกรายผ่านบ้านใคร ถือได้ว่าเสมือนได้รับพรจากมังกร คนจีนเชื่อกันว่า ฝูชี บรรพบุรุษของชาวฮั่นในตำนานเป็นลูกของมังกร คนจีนจึงถือว่าตนเป็นลูกหลานของมังกร ถ้ามองอีกแง่หนึ่งตามตำนานมังกรเป็นผู้ให้น้ำแก่โลกมนุษย์ ซึ่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ จึงอาจถือได้ว่ามังกรเป็นผู้ที่นำความอุดมสมบูรณ์มาให้ก็ได้ การจัดแห่มังกรทองจะทำได้ต่อเมื่อท้องถิ่นนั้นมีแม่น้ำมีภูเขา และเป็นเมืองใหญ่เท่านั้น

          การแห่มังกร ของชาวปากน้ำโพได้ริเริ่มขึ้นในสมัยนายหม่งแจ๋ แซ่เล้า เป็นประธานจัดงานในปี พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๐๗ โดยได้ปรึกษา นายเป็งไฮ้ แซ่ตั้ง และ นายเต็งลิ้ม  แซ่เอ็ง ไปติดต่อให้อาจารย์ เล่งจุ้ย  แซ่ลิ้ม เป็นครูสอน และมีนายตงฮั่ง แซ่ตั้ง เป็นผู้ทำมังกรตัวแรก ซึ่งได้ใช้จนปี ๒๕๓๕

          ปัจจุบันได้จำลองแบบออกมาเป็นหัวมังกรที่มีความงดงามมาก มังกรทองเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ มีลีลาการเชิดที่เข้มแข็งสง่างาม ด้วยลำตัวที่ยาว ๕๒ เมตร และผู้เล่น ๑๘๐ คน ทำให้ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงพลังแห่งอำนาจแห่งพญามังกรได้อย่างประทับใจไม่รู้ลืม ลีลาการเชิดมังกรทองนี้เป็นลีลาเฉพาะตัวที่แตกต่างจากที่มีการเชิดมังกรในประเทศจีนและญี่ปุ่น และถือได้ว่าเป็นต้นตำรับการเชิดมังกรในประเทศไทยซึ่งมีการแสดงเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเอเซีย

 

สิงโตทองฮากกา

สิงโตทองฮากกาเป็นศิลปะการเชิดสิงโตของชาวฮากกาที่สืบเชื้อสายมาจากชาวฮั่นโบราณ

“อาจารย์ปู่ โหล่ยี่จิน” ได้รวบรวมลูกหลานชาวฮากกาปากน้ำโพมาร่วมฝึกซ้อม และนำคณะสิงโตทองฮากกาเข้าร่วมขบวนแห่เจ้าพ่อ เจ้าแม่ปากน้ำโพ   เมื่อสิ้นอาจารย์ปู่ นายโหล่ซิ่นเหม่นบุตรอาจารย์ปู่ และนายฉินเส้าคุนศิษย์อาจารย์ปู่  ได้ร่วมสืบทอดมรดก การเชิดสิงโตและถ่ายทอดให้กับลูกหลานชาวฮากกาปากน้ำโพรุ่นต่อมา  กล่าวได้ว่า “อาจารย์ปู่ โหล่ยี่จิน” คิอผู้ก่อตั้งสิงโตทองฮากกาปากน้ำโพ เหตุที่ต้องมีการเชิดสิงโตจากตำนานกล่าวว่า ครั้งหนึ่งประเทศจีนประสบวิกฤตภัยแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ เกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ฮ่องเต้ทรงออกตรวจเยี่ยมเพิ่อหาทางช่วยเหลือ ระหว่างที่เสด็จปรากฏสัตว์ชนิดหนึ่ง ขนสีทองเหลืองอร่ามเหาะตรงมาหมอบคารวะหน้าพระพักตร์ แล้วเหาะจากไป ยังความประหลาดพระทัยต่อองค์ฮ่องเต้ เพราะหลังจากนั้นเกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ฝนตกลงมาอย่างทั่วถึงทำให้ราษฏรต่างยินดีสามารถทำการเพาะปลูกได้ เกิดความอุดมสมบูรณ์ ฮ่องเต้จึงบัญชาให้ตามจับมาให้ได้ มีผู้อาสาไปจับสิงโตมาถวายฮ่องเต้ ผู้อาสานามว่า “ซาเซียน” (ซาหมายถึงพระหรือนักบวช เซียนหมายถึงผู้สำเร็จมรรคผลฌาณสูงสุด)

 

ในการจับสิงโตท่านใช้พัดที่เจ้าแม่กวนอิมประทานให้ และหลินจือเช่า (หญ้าสีเขียวชนิดหนึ่ง) มาล่อให้สิงโตออกมากินผัก ทั้งพัด และหลินจือเช่า คือ สองสิ่งที่นำมาสยบความดุร้ายของสิงโต จนสามารถจับสิงโตมาถวายฮ่องเต้สำเร็จ ชาวจีนถือว่าสิงโตเป็นสัตว์มงคล ปัจจุบันงานที่สำคัญของชาวจีน เช่นงานเปิดศาลเจ้า งานเปิดอาคารใหม่ และงานมงคลอื่นๆก็จะมีการนำสิงโตไปเชิดเพื่อความเป็นศิริมงคลของงาน ผู้สนใจการเชิดสิงโตได้ตั้งคำถามว่าเหตุใดด้านหน้าของสิงโตทองฮากกาจึงมีตัวอักษรจีน ที่หมายถึง “ราชา”ติดอยู่

ซึ่งจากพงศาวดารบันทึกว่าเมื่อครั้งที่ชาติจีนถูกรุกรานจากต่างชาติ ได้มีกลุ่มชาวจีนผู้รักชาติรวมตัวกันเพื่อต่อต้าน คณะสิงโตทองฮากกาได้เข้าร่วมด้วย ทำให้ชาติจีนรอดพ้นจากการรุกรานของต่างชาติ เป็นผลให้สิงโตทองฮากกาได้รับพระราชทาน ป้ายอักษรจีนดังกล่าวติดที่หัวสิงโตด้านหน้าเป็นเอกลักษณ์จวบจนทุกวันนี้  ความประทับใจมิรู้ลืมของคณะสิงโตทองฮากกาปากน้ำโพคือป พ.ศ.2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จทอดพระเนตรงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ คณะสิงโตทองฮากกาปากน้ำโพ ได้รับพระกรุณาธิคุณเข้าแสดงการเชิดสิงโตถวายอย่างใกล้ชิด และพระองค์ท่านทรงพระราชทาน “ฝุ่งเปา” ซองแดง ให้คณะสิงโตทองฮากกาปากน้ำโพ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่สมาคมฮากกานครสวรรค์ตลอดชาวฮากกาทั้งมวล  ทั้งนี้ชาวฮากกานครสวรรค์ มีความตั้งใจรักษาศิลปการเชิดสิงโตฮากกาไว้เป็นสัญลักษณ์ของชาวฮากกา และจะรักษาประเพณีการแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพสืบต่อไป

 

"สิงโตฮากกา" หรือ "สิงโตทองฮากกา" เป็น “สิงโตจีนแคะ” ที่มีประวัติอันยาวนาน เเละน่าติดตาม  เป็นศิลปะการแสดงที่นิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวฮากกาที่อยู่ในประเทศจีน ตามตำนานที่เล่าขานมาแต่โบราณ ในกาลครั้งหนึ่งในแผ่นดินจีน เกิดภัยพิบัติ ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แห้งแล้ง โรคภัยไข้เจ็บประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส   องศ์ฮ่องเต้จึงได้ให้โหรหลวงตรวจดูชะตาเมือง   โหรหลวงจึงทูลวิธีการแก้ไขโดยให้หาคนไปจับสิงโตมาแห่รอบเมืองหลวง เพื่อจะขับไล่สิ่งชั่วร้ายและเหตุเภทภัยให้หายไป องศ์ฮ่องเต้จึงให้ประกาศหาผู้ที่จะรับอาสาไปจับสิงโต ซึ่งต้องไปจับถึงชมพูทวีป การเดินทางต้องรอนแรมไปในป่าเขาลำเนาไพร ต้องผจญภัยกับสิงห์สาราสัตว์ ภูตผีปีศาจร้ายต่างๆ จึงไม่มีใครอาสาที่จะไปจับ คราวนี้องศ์เง็กเซียน (ประมุขเซียน) จึงส่งซาเซียนมารับอาสาที่จะไปจับให้ โดยนำเอาหญ้าอายุวัฒนะ (เหล่งจือเช่า) กับพัดของเจ้าแม่กวนอิมลงมาด้วย

 

เมื่อเดินทางมาถึงชมพูทวีปแล้ว พบสิงโตตัวหนึ่ง ขนสี ทอง ท่วงทีองอาจ อ้วนพี ลักษณ์ดีมาก เห็นแล้วชอบใจจึงสงบสิงโตด้วยพัดของเจ้าแม่กวนอิม เมื่อสิงโตสงบแล้วก็ตรวจลักษณะโดยละเอียด มีลักษณะมงคลมีความยาวถึงสามวา ชอบใจเป็นอันมาก จึงหลอกล่อให้สิงโตกินหญ้าอายุวัฒนะซึ่งเสกมนต์กำกับไว้แล้ว เมื่อสิงโตกินหญ้าเข้าไปแล้ว จึงอยู่ในอำนาจของซาเซียน ยอมให้นำไปถวายองศ์ฮ่องเต้แต่โดยดี

ฮ่องเต้จึงจัดงานเฉลิมฉลองแห่สิงโตไปทั่วเมืองหลวง เหตุเภทภัยสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ก็หมดสิ้นไป ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาอาหาร ก็กลับอุดมสมบรูณ์ อาณาประชาราษฎร์ก็อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั่วหน้ากัน

"สิงโตทองฮากกา"   เป็นสิงโตที่จำลองมาจากสิงโตจริงไม่มีเขา จะเห็นว่าที่คอจะมีขนคอยาวเหมือนสิงโตตัวผู้ ขนสีทอง  รูปหน้าที่ทำขึ้นเป็นศิลปะพื้นบ้านโบราณ ที่เรายังคงเอกลักษณ์ของเก่านี้เอาไว้ การเชิดสิงโตฮากกาให้ถูกต้องสวยงามนั้น เป็นการฝึกซ้อมที่เรียนแบบของสิงโตเจ้าป่า ผสมกับวิชา “กังฟู” ผู้เชิดจะต้องก้าวเท้าด้วยความหนักแน่น มั่นคงดุจการก้าวย่างของพญาราชสีห์ซึ่งต้องใช้การฝึกซ้อมอย่างหนัก

 

คณะสิงโตปักกิ่ง กวางเจา เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ

"สิงโตปักกิ่ง" รูปร่างหน้าตาคล้าย "สุนัขพันธุ์ปักกิ่ง" ท่วงท่าเเละลีลา ยียวนชวนหัวเราะ เวลาเเสดงมักจะออกมาเเสดงเป็นครอบครัว คือ พ่อ เเม่ เเละลูกๆอีก 2-4 ตัว  ตามลำตัวมีสีเหลือทองเป็นหลัก จะเเซมด้วยสีเเดงเเละเขียว ใบหน้าจะเหมือนกับสิงโตยิ้มอยู่ตลอดเวลา  คนเชิดสิงโตปักกิ่งต้องสวมชุดทั้งชุด  ใช้คนเชิด 2 คนต่อหนึ่งตัว คนที่เล่นเป็นขาหลังจะเชิดยากมากเพราะมองไม่เห็นอะไร ต้องออกท่วงท่าลีลาตามที่ฝึกซ้อมมาเเละดูคนเชิดหัวเป็นหลัก

ตามตำนานมีข้อมูลว่า "สิงโตปักกิ่ง"  นี่มีมายาวนานเกิดขึ้นตั้งเเต่สมัยราชวงศ์เว่ยจิน   เป็นสิงโตที่เล่นเฉพาะงานศักดิ์สิทธิ์เอาฤกษ์เอาชัยเท่านั้น   การเชิดสิงโตปักกิ่งนั้นจะมีการศิลปการเเสดงกายกรรมรวมอยู่ด้วย  เราจึงมักเห็นสิงโตปักกิ่งมาร่วมเเสดงกับคณะกายกรรม โดยเฉพาะกายกรรมกวางเจา หลายๆ ที่จึงเรียกสิงโตปักกิ่งว่า "สิงโตกวางเจา" นั่นเอง

 

สิงโตปักกิ่ง  ได้เข้ามาในประเทศไทยสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี  ท่านได้เดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน คณะกรรมการแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพในปีพ.ศ. 2519   เเละได้ชมการแสดงสิงโตปักกิ่งของคณะกายกรรมกวางเจาที่มาแสดงในประเทศไทยจึงเกิดความคิดที่จะนำมาเข้าร่วมขบวนแห่ด้วย จึงได้จัดหาอาจารย์มาฝึกสอนโดยเชิญอาจารย์ "ลิ้มอู้จั้ว" จากฮ่องกง ซึ่งมีความชำนาญในการแสดงศิลปะต่างๆ ในเวลานั้นอาจารย์ "ลิ้มอู้จั้ว" มาอยู่ฝึกสอนให้เป็นเวลา 3 ปี (ปัจจุบันอาจารย์ได้เสียชีวิตเเล้ว)

 

"สิงโตปักกิ่ง เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ" 榄坡本头公妈狮舞队 เดิมมีชื่อเรียกติดปากกันว่า "สิงโตกวางเจา" ขวัญใจเด็กๆ ด้วยขนสีเหลืองสดใส กระโดดไปมาพร้อมกับเสียงกระพรวน มีท่าทางในการเชิดหลายท่า อาทิเช่นท่าเปิด ,ท่าเข่าเดี่ยว ,ตะกุยฉีก ,และท่าเหยียบบ่าเล่งจู (ลูกแก้ว)

 

คณะเสือทองไหหนำ

เจี๊ยะฮงเซ่ (เสือกินเด็ก)  มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ณ หมู่บ้านหนึ่งของอำเภอบุ่นเชียง ในหมู่เกาะไหหนำ  มีศาลเจ้าซึ่งเป็นที่ประดิษฐ์รูปจำลองของ “เทพเจ้าบุ้นเถ่ากง”  ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น และที่บริเวณใกล้กับศาลเจ้าฯ  เป็นที่อยู่ของเสือตัวหนึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ “เทพเจ้าบุ้นเถ่ากง”เลี้ยงไว้ ซึ่งโดยปกติเสือตัวนี้จะเป็นสัตว์ที่ไม่เคยทำอันตรายแก่ผู้ใด  จวบจนวันหนึ่งมีเด็กชาย 2 คนซึ่งเป็นบุตรของคนในหมู่บ้านนั้น ด้วยความซุกซน ได้นำลูกบอลเล็กๆไปแหย่เสือตัวนี้ ซึ่งกำลังหลับอยู่แม้พี่จะห้ามเท่าใดก็ไม่ฟัง เสือตัวนี้จึงตื่นขึ้นมาด้วยความโกรธ จึงคำรามลั่นและมุ่งตรงเข้ามาทำร้ายเด็ก แต่เด็กยังคงนึกว่า เสือเล่นด้วย จึงวางบอลให้เสือไล่กัดจนเสือเหยียบเชือกลูกบอลได้ และได้กลืนเด็กลงท้องไป พี่จึงรีบมาบอกพ่อกับแม่ เมื่อเรื่องรู้ถึงพ่อกับแม่ของเด็กก็ตกใจ ช่วยกันจะให้เด็กออกจากท้องเสือให้ได้  จึงได้ออกตามผู้กล้าทั้งหลายในหมู่บ้านให้มาช่วยเหลือลูกของตนแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ  แม่ของเด็กก็เศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง จึงไปไหว้ขอความช่วยเหลือให้เทพเจ้าบุ้นเถ่ากง ที่ศาลเจ้า ความล่วงรู้ถึง “เทพเจ้าบุ้นเถ่ากง” ด้วยทิพย์ญาณที่เสือได้กลืนเอาเด็กลงท้อง  จึงบัญชาให้องครักษ์ 2 องค์มาช่วยชีวิตเด็ก ดังนั้นองครักษ์ทั้ง 2 องค์จึงได้ปรากฏกายมาสยบเสือและได้ช่วยให้เสือยอมคายเด็กออกมาโดยปลอดภัย ดังนั้นชาวจีนไหหนำได้นำตำนานเรื่องนี้ มาเป็นการแสดงในตอนหนึ่งของการเชิดเสือ และเมื่อชาวจีนไหหนำได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่ชุมชนปากน้ำโพจังหวัดนครสวรรค์ จึงได้น้ำเอาวัฒนธรรมประเพณีของการเชิดเสือเข้ามาเผยแพร่ให้ลูกหลานของชนรุ่นหลังได้สืบทอดวัฒนธรรมการเชิดเสือจนแพร่หลาย   และยังได้อัญเชิญ “เทพเจ้าบุ้นเถ่ากง” มาประดิษฐ์สถานเพื่อสักการบูชา ซึ่งปัจจุบันองค์จำลองของ “เทพเจ้าบุ้นเถ่ากง” หรือ “เจ้าพ่อเทพารักษ์” ได้ประดิษฐานรวมกับ “เจ้าพ่อกวนอู” “เจ้าแม่ทับทิม” “เจ้าแม่สวรรค์” ณ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้าแม่ทับทิม แควใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามตลาดปากน้ำโพซึ่งเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา..

 

อักษร อ่วง (ภาษาไหหนำ) บนหน้าผากเสือ เสือถือว่าเป็นราชาของสัตว์ (อักษรอ่วงบนหน้าผากแปลว่าราชา)  และไม่มีใครเอาชนะได้ในอาณาจักรสัตว์

 

 

  พระราชา/กษัตริย์  ใช้สามขีด บ่งบอกถึง สวรรค์ มนุษย์ และพื้นโลกตามลำดับ การใช้ขีดแนวตั้งเพื่อเชื่อมสามขีดเข้าด้วยกันก็คือ “พระราชา” หรือ “กษัตริย์” โอรสสวรรค์ที่เป็นผู้เชื่อมสามสิ่งนี้เข้าด้วยกัน มีการตีความอีกแบบคือ เป็นสัญลักษณ์รูป “ขวาน” ที่มีแต่พระราชายุคโบราณเท่านั้นที่ใช้เป็นอาญาสิทธิ์บัญชาทั่วหล้า

ตามความเชื่อของชาวจีนไหหนำ

 

         เสือ.....เป็นองครักษ์ ของ “เทพเจ้าบุ้นเถ่ากง” หรือที่ชาวไทยรู้จักกันดีคือ “เจ้าพ่อเทพารักษ์”

เสือเป็นเสมือนสัตว์ที่คอยเบิกทางก่อนที่เทพเจ้าบุ้นเถ่ากงจะเสด็จ คอยปกป้องภยันตรายสิ่งไม่ดีไม่งามมาย่างกราย  ดังนั้นชาวไหหนำซึ่งนับถือเทพเจ้าบุ้นเถ่ากง จึงนำเสือมาเป็นสัญลักษณ์ใช้เชิดในเทศกาลและงานพิธีมงคลต่างๆเพื่อให้ตนเองและครอบครัวประสพแต่โชคดี และนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล

 

คณะสิงโตกว๋องสิว นครสวรรค์

สมาคมกว๋องสิวนครสวรรค์เป็นสมาคมที่รวบรวมชาวกวางตุ้งและผู้ที่มีเชื้อสายกวางตุ้งในนครสวรรค์ ที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง ช่างไม้ ช่างกลึง จนกระทังเก็บหอมรอมริบได้มากพอสมควรและสามารถ เปิดกิจการ ค้าขาย ทำโรงกลึง ทำโรงสีข้าว การรวมตัวดังกล่าวมีประวัติยาวนานกว่าร้อยปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๘  จากคำบอกเล่าต่อๆกันมาของผู้อาวุโส นายเซ็ก แซ่เหลียง (ร้านเซียะล้ง) ขณะที่ท่านเล่าให้ฟังนั้นท่านมีอายุ ๙๐ ปี (ปี ๒๕๓๙) ท่านมาอยู่ประเทศไทยตอนอายุ ๑๐ กว่าขวบ รู้ว่าชาวกวางตุ้งในนครสวรรค์มีการรวมตัวกันและเล่นสิงโตกันมาก่อนท่านมา ๓๐ ปีแล้ว แสดงว่าชาวกวางตุ้งในนครสวรรค์มีความผูกพันกัน พบปะสังสรรค์และให้ความช่วยเหลือกันและกันเป็นอย่างดี  สิงโตกว๋องสิวที่ชาวปากน้ำโพเรียกกันติดปาก  และสร้างชื่อเสียงไปทั่วประเทศ จริงๆ แล้วคือ การเชิดสิงโตกวางตุ้ง ของสมาคมกว๋องสิวนครสวรรค์ เป็นประเภทหนึ่งของสิงโตใต้  เป็นสิงโตกวางตุ้งประเภท
ฟัดซาน เป็นสิงโตที่ได้ลั่นเสียงกลองที่ลุ่มน้ำปากน้ำโพนี้มามากกว่า 120 ปี  ที่ร่วมงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพมาตั้งแต่วันแรก   สิงโตกวางตุ้งเป็นศิลปะการแสดงโบราณของชาวกวางตุ้ง มีศูนย์กลางที่ เมืองกวางเจา เมืองฟอซาน  มลฑลกวางตุ้ง  และฮ่องกง  ประเทศจีน 

 

สิงโตกวางตุ้ง (舞獅) เป็นรูปแบบหนึ่งของศิลปะการเต้น  ที่เลียนแบบท่วงท่าการเคลื่อนไหวของสิงโต  ผสานกับการเคลื่อนไหวของท่ากังฟูหลากหลายสำนัก ในชุดสิงโต มีส่วนหัวสานด้วยไม้ไผ่และกระดาษมีเขาเดี่ยวตรงกลาง  เปิดปาก และกระพริบตาได้ ทาสีสันสวยงามเปี่ยมด้วยความหมาย ตามตำราเต๋าและฮวงจุ้ย มีกระจกตางกลางหน้าผาก  ประดับด้วยขนสัตว์หลายแบบ  และส่วนหางเป็นผ้าสีหลายชั้นประดับด้วยขนสัตว์ ยาว ใช้ผู้เชิด 2 คน   ใช้ในโอกาสมงคลต่าง ๆ เช่นช่วงปีใหม่จีน  งานแต่งงาน  งานเปิดร้าน ต้อนรับแขกคนสำคัญ  งานพิธีกรรมมงคลต่าง ๆ ตามความเชื่อทางศาสนา การแสดงตามพิธีกรรมจะเป็น  เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดี  และนำเงินทอง ความสุขความรุ่งเรืองมาสู่สถานที่แสดง  การแสดงความเคารพต่อสถานที่   ลักษณะการแสดงจะเป็นการเชิด ด้วยท่วงท่าดุดันว่องไว ชุดการแสดงจะประกอบด้วยการ “ฉ่อยเชง” หรือการกินผัก  จะปรับเปลี่ยนรูปแบบตามความเหมาะสม  เช่น  การต่อตัวในที่สูง  ต่อกระบอกสูง  กินผักและส้มในอ่างน้ำ  กินผักบนโต๊ะ  บนเสาดอกเหมย และอีกหลายการแสดงที่สืบทอดตามวัฒนธรรมและ ความเชื่อ

 

ปัจจุบัน สิงโตกวางตุ้งเป็นสิงโตที่แพร่หลายที่สุดทั่วโลก และถือเป็นสัญลักษ์การเฉลิมฉลองของคนจีน คือสิงโตกวางตุ้ง ทั้งแบบฟัดซาน และฮกซาน จากการที่มีคนกวางตุ้งอพยพไปตั้งรกราก และตั้งเป็นชุมชนไชน่าทาวน์ขึ้นในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่ช่วงปลายราชวงศ์ชิง  ประกอบกับอิทธิพลของภาพยนต์ฮองกงที่เป็นที่นิยมในยุค 60 – 80 ช่วยเผยแพร่ศิลปะการเชิดสิงโตผ่าน ภาพยนต์เรื่อง หวงเฟยหง ทั้ง 77 เรื่องตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี ต่อเนื่องด้วยกระแสการพัฒนาสิงโตกวางตุ้งยุคใหม่ให้เป็นกีฬาในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ทำให้ภาพของการเชิดสิงโตกระจายไปในภาพของสิงโตกวางตุ้งเป็นหลัก

 

คณะสิงโตฮกเกี้ยน เต้ออี้ถัง จ้าวพ่อ-จ้าวแม่ปากน้ำโพ

“สิงโตฮกเกี้ยน”   นั้นมีมาแล้วประมาณ 300-400 ปี เดิมแล้วมีการแสดงที่มณฑลฮกเกี้ยนของประเทศจีน ต่อมาชาวฮกเกี้ยนอพยพมาอาศัยอยู่ในเกาะไต้หวันจึงนําเอาภาษา ประเพณี  ศาสนาและการเเสดง มาด้วย การแสดงสิงโตฮกเกี้ยนนั้นยังได้มีการแสดงที่เรียกว่า “หลง เฟิ่ง ซยือ”  ประกอบไปด้วยมังกร (หลง) , เฟิ่ง (หงส์), สิงโต (ซยือ) สีเขียว   คือ เอาสิ่งมงคลทั้ง 3 ชนิดมาร่วมแสดงด้วยกัน

นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงที่บอกเป็นเรื่องเป็นราวมีเรื่องเล่าแฝงอยู่ในนั้นด้วย สิงโตฮกเกี้ยนจะมี สีเขียว มีหน้าตาค่อนข้างจะดุดัน การแสดงนี้มีตัวแสดงยั่วให้สิงโตโมโหเรียกว่า “ซยือกุ่ย” ตํานานเล่ากันว่า เจ้าบนฟ้าอยากจะทดสอบว่า สิงโตจะมีความอดทนขนาดไหน ถ้ามีความอดทนดี ไม่ขี้โมโห เจ้าบนฟ้าก็จะดลบันดาลให้สิงโตเป็นเทวดา จึงได้ส่ง “ซยือกุ่ย” ” มังกร” “หงส์” มาต่อสู้และยั่วให้สิงโตโมโหและทําให้บาดเจ็บ และทดสอบว่าสิงโตจะมีความดุร้ายหรือไม่เพื่อพิจารณาว่าจะดลบันดาลให้เป็นเทวดาหรือไม่

 

การแสดงสิงโตของชาวฮกเกี้ยนจะเห็นการยั่วยุ การต่อสู้ของ “ซยือกุ่ย” “หลง” (มังกร) “เฟิ่ง” (หงส์) กับสิงโตตลอดซึ่งไม่เหมือนกับคณะอื่น..จุดไฮไลท์อีกจุดหนึ่งของการแสดง “หลง เฟิ่ง ซยือ” ก็คือตอนท้ายที่มีนักรบมาสู้กับสิงโตและฆ่าสิงโตซึ่งภาษาจีนเรียกว่า ” ชาขิง” แปลว่า “ฆ่าเขียว” หรือ “ฆ่าสิงโตเขียว”

 

ประวัติความเป็นมา การแสดงสิงโตฮกเกี้ยน  ซึ่งไม่เป็นที่แพร่หลาย เป็นสิงโตเขียว ของชาวจีนฮกเกี้ยน มีการเล่นและแพร่หลายในช่วงราชวงศ์ชิงเชื่อกันว่าสิงโตประเภทนี้ถูกคิดค้นโดยชาวแมนจู จากราชวงศ์ชิงล่มสลายและมีการปฏิวัติเกิดขึ้น วัฒนธรรมการแสดงสิงโตเขียวก็หายไปจากเมืองจีน สิงโตเขียวได้ข้ามช่องแคบมาสู่เกาะไต้หวัน ในศตวรรษที่18 มากับคนที่ตั้งรกรากช่วงแรกๆ ซึ่งเป็นคนเรือที่มีอาชีพยากลำบาก  การฝึกฝนจึงเป็นท่วงท่าดุดันแบบกังฟู จึงจะเห็นการฝึกแบบนี้ในบ้านชนบทที่ห่างไกล เพื่อบูชาเทพเจ้า เพื่อออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งการฝึกทหาร รูปแบบหัวสิงโตทางตอนเหนือนิยมแบบเปิดปากได้ ส่วนทางตอนใต้นิยมแบบหัวแข็งแรงที่จะเอาไว้เป็นโล่ต่อสู้กับโจร

 

หัวสิงโตฮกเกี้ยนจะมีอยู่ 5 สี ตามสีของ 5 ธาตุ ตามความเชื่อของลัทธิเต๋า 

สีเหลือง   อยู่ตรงกลาง   ธาตุดิน

สีเขียว    ทิศตะวันออก ธาตุไม้

สีแดง     ทิศใต้           ธาตุไฟ

สีขาว      ทิศตะวันตก    ธาตุทอง

สีดำ       ทิศเหนือ       ธาตุน้ำ

 

หัวสิงโตมีกระจกขนาดใหญ่อยู่บนหน้าผาก และขนาดเล็กอยู่บนแก้ม ด้านบนหัวจะมียันต์ 8 เหลี่ยม และสัญลักษณ์ หยิน หยาง หนวดและแผงคอ สัญลักษณ์แทนฟ้าดิน  การต่อสู้สิงโตแทนความดี ต่อสู้กับเหล่าร้าย นำเข้าสู่ประเทศไทยปี 2560 ที่ปากน้ำโพเป็นที่แรก มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ปากน้ำโพ ด้วยกัน

 

 

 

 

 

ประวัติของเอ็งกอ-พะบู๊ นครสวรรค์

เอ็งกอ เป็นผู้กล้าแห่งเหลียงซันโป๋ ๑๐๘ คน มีเรื่องราวตำนานที่เล่าขานกันมานานของชาวจีน เกิดในสมัยราชวงศ์เป่ยซ่ง รัชกาลซ่งฮุยจงฮ่องเต้(ค.ศ.1100-1125) เป็นเรื่องราวของชุมโจรเหลียงซันโป๋ มณฑลซานตง ในเมืองนี้มีเขาเหลียงซันเป็นเขาที่มีหน้าผาเป็นภูมิประเทศที่ง่ายต่อการ ตั้งรับและยากต่อการบุกโจมตี เวลากล่าวถึงเอ็งกอ จึงเรียกกันติดปากว่าผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซัน  โจรเหลียนซันโป๋ ๑๐๘ คนมีอาชีพและฐานะทางสังคมต่างกัน มีทั้งชาวนา ชาวประมง คนรากรถ พ่อค้า นายพราน นายช่าง หมอ สัตวแพทย์ ครู นักบวช เศรษฐี ข้าราชการชั้นผู้น้อย ทหาร และเชื้อพระวงศ์ โจรเหล่านี้รักใคร่สามัคคีกันดุจพี่น้อง สร้างพลังที่จะต่อจ้านความอยุติธรรมที่เกิดในสังคมยุคนั้น เรียกว่าเป็นโจรคุณธรรมปล้นคนโกงชาติโกงแผ่นดินเอารัดเอาเปรียบประชาชน ได้ทรัพย์สินมาก็แบ่งให้คนยากจน เวลาออกทำการโจรทั้ง ๑๐๘ คนจะเขียนหน้าต่างกันเป็นเอกลักษณ์ของใครของมัน นี่คือความพิเศษที่โดดเด่นของเอ็งกอ ในงานเทศกาลประเพณีแห่เจ้าของชาวตลาดปากน้ำโพ ได้นำเอาเรื่องราวของเอ็งกอมาแสดงเรียกว่า เอ็งกอ-พะบู๊ คือ มีการแสดงถึงการต่อสู้รบด้วยวิธีที่แต่ละคนถนัด

 

จากการบอกเล่าของนายพินิจ ชอบทางศิลป์ (เฮ่งต็กคู) อายุ ๗๗ ปี(พ.ศ.๒๕๔๙) เคยเป็นผู้แสดงในคณะเอ็งกอรุ่นแรก และเป็นผู้ช่วยสอนเอ็งกอ ของปากน้ำโพเล่าว่า“การเล่นเอ็งกอในปากน้ำโพเริ่มต้นมาในปี พ.ศ.๒๔๙๐ ปีเดียวกับการเกิดกบฏแมนฮัตตันที่กรุงเทพฯ เริ่มมาจากนายคอซัว แซ่เตีย คนจีนที่มาจากหมู่บ้านโถ่วเกา อำเภอโผวเล้ง จังหวัดแต้จิ๋ว ประเทศจีน นายคอชัว เคยเล่นเอ็งกอที่หมู่บ้านในเมืองจีนมาก่อน เมื่อมาอยู่ปากน้ำโพ ท่านทำงานอยู่ที่เรือส่งสินค้า ส่วนผมทำงานอยู่ในโรงย้อมผ้าเฮ่งช่วงหลี ที่ตลาดลาว นายคอซัวและเพื่อน ๆ มาชวนผมให้ไปเล่น แรกๆผมไม่ไปแต่พี่ชายผมคือรายเฮ่งเต็กเม้ย ปัจจุบันคือนายสุกิจ ชอบทางศิลป์ โรงน้ำแข็งกิจเจริญไปเล่น ตอนหลังพี่ชายผมก็มาชวนผมไปเล่นด้วย ในยุคแรกเถ้าแก่เอ็งเช่งหมง โรงไม้เอ็งเช่งหมง(บิดาของคุณสุมนา อาชาไนย ที่สร้างศาลเจ้าแม่หน้าผาเป็นอาคารไม้หลังแรก) ได้ช่วยสนับสนุนตั้งคณะและทำไม้พลองให้ พร้อมทั้งให้ที่พักแก่นายคอซัว แซ่เตียที่มาจากเมืองจีนใหม่ๆ

 

เอ็งกอปีแรกของปากน้ำโพมี “จับหลักทุ้ยจับหลักโก้ว” คือมีผู้เล่นไม้พลอง ๑๖ คน ผู้ตีกลองขนาดเล็ก ๑๖ คน นอกนั้นเป็นผู้เล่นดนตรีมีกลอง ล้อ(ล่อ) แฉ(ดาบ) และมีการเล่นพะบู๊ต่อท้าย การแต่งกายเอ็งกอในยุคเริ่มแรก ใส่เสื้อคอกลมขาว เขียนชื่อผู้สนับสนุน มีผ้าโพกหัว เว้นครูฝึก ขอยืมหมวกและหนวดจากโรงงิ้วมาใช้ มีผ้าผูกคอเหมือนลูกเสือ นุ่งกางเกงแพรสีน้ำเงินมีแถบข้างขา ๓ แถบ มีผ้าผูกเอว

สวมรองเท้าหุ้มข้อยี่ห้อนันยางและมีผ้าพันแข้ง การเขียนหน้าคณะงิ้วจะเขียนให้เฉพาะตัวเอก ๕ ตัว คือหลีคุ้ย บู๋ซ้ง โล้วจุ้งหงี เตียสุง เป็นต้น และก่อนการแสดงทุกครั้งจะมีพิธีไหว้ครูไหว้เจ้าที่ ไหว้เหล่าเอี๊ยผู้เป็นใหญ่ในสถานที่นั้นทุกครั้ง ชาวเอ็งกอจะไหว้ฉั่งซือเอี้ยก่อน เพื่อสาบานเป็นพี่น้องกัน และเชือดไก่เอาเลือดผสมเหล้าให้ทุกคนดื่ม”

 

การแสดงเอ็งกอถือเป็นจุดเด่นคณะหนึ่งในขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่เฉลิมฉลอง เทศกาลตรุษจีนของชาวปากน้ำโพ มีการพัฒนาและรักษาการแสดงจากอดีตสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งจะหาชมได้เฉพาะในงานเทศกาลประเพณีแห่เจ้าของชาวปากน้ำโพเท่านั้น